วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การแต่งงานของ คู่รักร่วมเพศและ คู่รักข้ามเพศ

การแต่งงานของคู่รักร่วมเพศ หรือเกย์นั้นจะมีลักษณะแตกต่างจาก การแต่งงานของคู่รักข้ามเพศ หรือกระเทย

สังคมของกลุ่มเพศเหล่านี้ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับสังคมของคนทั่วไปซึ่งมีความต้องการในเพศตรงข้าม และการแต่งงาน
สำหรับเรื่องนี้อาจทำให้เราเห็นความแตกต่างของชีวิตหลังแต่งงานอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะเรื่องการบริหารการเงินของชีวิตคู่

ชีวิตหลังการแต่งงานของคู่รักร่วมเพศและ คู่รักข้ามเพศนั้น จะเห็นได้ชัดว่าจะมีรายได้จาก 2 คนและทั้งนี้ก็จะมีการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันร่วมกัน ดังนั้นจากจุดนี้จะเห็นได้ว่ามีความได้เปรียบเรื่องเงินรายได้

สำหรับชีวิตหลังการแต่งงานของคู่รักชายหญิง ฝ่ายหญิงมักจะเป็นฝ่ายหยุดการหารายได้ หรืออาจแค่ทำงานพาร์ทไทม์เท่านั้น
ซึ่งค่าใช้จ่ายเมื่อมีบุตรจำเป็นต้องใช้จำนวนมาก
เช่น ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดู และค่าใช้จ่ายสำหรับการเข้าโรงเรียนเด็กอ่อน ซึ่งนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของจำนวนมหาศาลที่ครอบครัวจำเป็นจะต้องหามา

คู่รักที่ยังไม่ได้แต่งงานและยังไม่มีบุตรอาจเริ่มมีข้อผูกมัดภาระในเรื่องเหล่านี้
ปัญหาอีกอย่างสำหรับชีวิตคู่คือการหย่าร้าง
ระดับค่าใช้จ่ายของคู่รักหญิงชายนั้นจะมีลักษณะที่สูงขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ ซึ่งในขณะเดียวกัน คู่รักของคู่รักร่วมเพศและ คู่รักข้ามเพศเองกลับพบว่าพวกเขาจำเป็นต้องมีเงินสำหรับความมั่นคง และความปลอดภัยในชีวิตมากกว่าเสียอีก!
การแต่งงานแบบนี้อาจฟังดูเป็นเรื่องตลก

การแต่งงานที่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบความรักในแบบใดก็ตามก่อนที่เราจะตายจากโลกนี้ไป มีความแตกต่างกันออกไปตามแต่ละสังคมของมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันบนความแตกต่างของเรื่องเพศ

ราลฟ์ กุนเธอร์
http://www.7xm2012.com
-

https://plus.google.com/u/3/114140751383168065665/posts/Abz9eY244Gm

วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555

สีแดง บางทีก็อาจมีความหมายถึง ปีศาจร้ายสีดำด้วยเช่นกัน



ตัวอย่างเช่น สีของ “สีรุ้ง” คือสีของพระเจ้า และสีเหลือง เป็นสีหลักของพระองค์
สีแดงที่ผสมกับสีฟ้าและเหลืองก็หมายถึงพระเจ้า
ดังนั้นสีแดงหรือสีดำก็มักมีส่วนผสมจากหนึ่งในสีของ ”สีรุ้ง”


ราล์ฟ กุนเธอร์
ผู้ทำนาย นักคิด ที่ปรึกษาและนักเขียน
https://twitter.com/#!/AdamKadmonRalf
http://jesuschristusmessias.wordpress.com

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ความรู้และการได้ลงมือทำ


          ทุกคนล้วนมีความรู้ส่วนตัวในแต่ละคน เมื่อคนหนึ่งมีความรู้บางอย่างเป็นพิเศษ อีกคนก็มีความรู้ในเรื่องอื่นเป็นพิเศษเช่นกัน และมันจะเป็นเช่นนี้เสมอ ความรู้ต่างๆเปรียบได้เหมือนการมองภาพวิวบนหอคอยสูงที่มีบานหน้าต่างมากมายในแต่ละชั้นของหอคอย หากเราอยู่ที่ชั้นแรกของหอคอยแน่นอนว่าเราจะสามารถดูวิวทิวทัศน์ออกไปภายนอกได้ในมุมมองที่จำกัด หากเราอยู่ที่กึ่งกลางของหอคอยเราจะสามารถมองออกไปได้ไกลกว่าเดิม แต่ถ้าหากเราอยู่ตรงจุดยอดสุดของหอคอย เราจะสามารถมองเห็นภาพวิวทิวทัศน์สุดขอบฟ้าทั่วทั้งหมด

          เพราะฉะนั้นแล้วตรงนี้จึงสรุปได้ว่า ใครก็ตามที่ถูกเปรียบได้ว่าอยู่ที่ชั้นแรกของหอคอย เขาคนนี้ก็จะทำตามในสิ่งที่เขาเห็นในมุมมองนี้เท่านั้น เขาจะไม่เห็นในมุมมองที่กลางหอคอย และยิ่งไปกว่านั้นคือ มุมมองในจุดยอดสุดของหอคอย การจะทำในสิ่งที่ถูกต้องและถูกทางจำเป็นต้องรู้และเห็นในสิ่งนั้นให้มากที่สุดทุกมุมมอง มิเช่นนั้นเราอาจจะเดินผิดทางได้

บทสรุป

          ผู้ที่มีวิสัยทัศน์ในมุมมองที่กว้างมากกว่าจำเป็นต้องตระหนักถึงการช่วยเหลือสังคมและแบ่งปันความรู้ให้ผู้อื่น ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการถ่ายทอดจากระดับสูงสุดไปสู่รากหญ้าและต้องปฏิบัตอย่างสม่ำเสมอ

ใครก็ตามที่ทำสิ่งใดๆโดยไม่มีข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง ก็อาจเดินไปผิดทางได้ ก่อนที่เราจะมีพระเจ้าผู้ซึ่งมีคุณค่ายิ่ง ก็เคยถูกมองว่าเป็นบุคคลไม่ดีมาก่อนเช่นกัน


ราล์ฟ กุนเธอร์
ผู้ทำนาย นักคิด ที่ปรึกษาและนักเขียน

https://twitter.com/#!/AdamKadmonRalf
http://jesuschristusmessias.wordpress.com

วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

การลดลงของจริยธรรมและคุณธรรม


          แค่เพียงใครคนใดสามารถแสดงเหตุผลในทางกฎหมายได้ดีมากขึ้น แค่เพียงเพื่อที่จะได้มีสิทธิ์ในการให้คำเท็จและจ่ายค่าใช้จ่ายแพงๆในขั้นตอนกระบวนการต่อสู้ทางกฎหมาย หากเป็นเช่นนี้แล้ว กฎหมายจึงอาจกลายเป็นดาบสองคมที่น่ากลัว

          ค่าใช้จ่ายต่างๆ (ค่าใช้จ่ายในศาลและค่าทนาย) ในแต่ละขั้นตอนของคดีความซึ่งนำไปสู่รูปของสิ่งที่จับต้องได้หรือจับต้องไม่ได้ (เช่นความเจ็บปวด และทนทุกข์ทรมาน) การเรียกร้องค่าเสียหายต่างๆขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ทนายว่าความอาจเสียค่าธรรมเนียมต่างๆทั้งหมดที่ควรจะได้รับของคดีที่มีแนวโน้มว่าอาจแพ้ความ
          
          ในสหรัฐอเมริกา มีการสำรองเงินฉุกเฉิน 30 เปอร์เซ็นในกรณีมีข้อพิพาทที่มีความเสี่ยงสูงในการว่าความของทนายความ จากกรณีนี้สามารถช่วยป้องกันไม่ให้ทนายเกิดความท้อแท้ด้วยความเสี่ยงสูงต่อการทำหน้าที่ทนายความ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกฎข้อบังคับในข้อตกลงกับทนายที่อาจต้องใช้ค่าใช้จ่ายจากเรา

          ทุกวันนี้จึงเป็นที่เข้าใจว่าสิ่งใดๆก็ตามที่กฎหมายห้ามหรือไม่ห้ามสามารถทำได้ ด้วยการต่อสู้ทางกฎหมายนี้ หากไร้ซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคมและคนในสังคมจึงทำให้ผู้บัญญัติกฎหมายต้องการปรับเปลี่ยนและจัดการให้ดีกว่านี้ผ่านกฎหมายใหม่ และประชาชนที่อยู่ในสังคมต้องมีความรับผิดชอบและเกื้อหนุนซึ่งกันและกันต่อสังคมด้วย
จริยธรรมและศีลธรรมที่อยู่ในบัญญัติ 10 ประการได้กำหนดไว้อย่างเหมาะสมโดยอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องของแต่ละกรณีและอำนาจการตัดสิน

          บัญญัติ 10 ประการเหล่านี้จำเป็นต้องมีการตีความในยุคสมัยของเราเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามได้



ราล์ฟ กุนเธอร์
ผู้ทำนาย นักคิด ที่ปรึกษาและนักเขียน
https://twitter.com/#!/AdamKadmonRalf
http://jesuschristusmessias.wordpress.com

ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้เสมอ!


เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง
แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือ การศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่เรายังขาด...



ราล์ฟ กุนเธอร์
ผู้ทำนาย นักคิด ที่ปรึกษาและนักเขียน

https://twitter.com/#!/AdamKadmonRalf
http://jesuschristusmessias.wordpress.com

สิทธัตถะ โคตมะ พระพุทธเจ้าหมายเลข 1

http://3.bp.blogspot.com/_ChC_7jEo8kw/SwYodElCL0I/AAAAAAAAAAM/T6JRzV-yFkk/s1600/BUD1.jpg



สิทธัตถะ โคตมะ คือ อาจารย์ศาสนาในทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปย่อยของอินเดีย ผู้ก่อตั้งศาสนาพุทธ ในธรรมเนียมของศาสนาพุทธ พระองค์ถือเป็นพระพุทธเจ้าสูงสุด (พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ในยุคสมัยของเรา พระพุทธเจ้า หมายถึง ผู้ที่ถูกทำให้ตื่นแล้ว ในช่วงเวลาของการประสูติและการปรินิพพานนั้นไม่แน่ชัด นักประวัติศาสตร์ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ลงช่วงเวลาการมีชีวิตของพระองค์คือ 563 ถึง 483 ปีก่อนคริสตศักราช อย่างไรก็ตาม เร็วๆ นี้ ในการประชุมสัมมนาพิเศษ ศิษย์ของพระองค์ส่วนมากเสนอว่า ช่วงเวลาที่แน่นอนของการปรินิพพาน คือก่อนหรือหลัง 400 ปีก่อนคริสตศักราชไป 20 ปี ในขณะที่อีกส่วนน้อยสนับสนุนช่วงเวลาก่อนหน้านั้นหรือหลังจากนั้น

พระพุทธเจ้าผู้ซึ่งยังเป็นที่รู้จักในนาม ศากยมุนี (นักปราชญ์แห่งศากยะเป็นบุคคลสำคัญของศาสนาพุทธ โดยพุทธศาสนิกชนเชื่อว่าเรื่องราวชีวิตของพระองค์ การเทศนา วินัยทางศาสนา ถูกสรุปออกมาหลังจากการปรินิพพานของพระองค์และเหล่าสาวกของพระองค์เป็นผู้จดจำไว้ทั้งหมด สิ่งที่รวบรวมไว้จากการสอนของพระพุทธเจ้าถูกสืบทอดกันมาปากต่อปาก การลงลายลักษณ์อักษรมีครั้งแรกเมื่อประมาณ 400 ปีถัดมาหลังจากการปรินิพพานของพระองค์ นักวิชาการตะวันตกสมัยก่อนเชื่อและยอมรับชีวประวัติของพระองค์จากคัมภีร์พระพุทธศาสนาซึ่งมีพื้นฐานจากประวัติศาสตร์ แต่เมื่อเร็วๆนี้ เหล่านักวิชาการกำลังคัดค้านเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสร้างคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับความจริงทางประวัติศาสตร์ของชีวิตพระพุทธเจ้าและเรื่องที่พระองค์ทรงสอน








































ราล์ฟ กุนเธอร์
ผู้ทำนาย นักคิด ที่ปรึกษาและนักเขียน

http://jesuschristusmessias.wordpress.com



วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

บัญญัติพระเจ้า 10 ประการ



แปลโดย ราล์ฟ กวินเธอร์
1. คุณควรนับถือพระเจ้าองค์เดียว
บัญญัติข้อแรกคือเราต้องนับถือพระเจ้าที่แท้จริงองค์เดียว วางความหวังต่างๆที่พระองค์ รักพระองค์เหนือสิ่งอื่นใดและนับถือเพียงแต่พระองค์เท่านั้น
มนุษย์จะทำผิดต่อพระองค์เมื่อไม่มีความจงรักภักดีและความศรัทธาต่อพระเจ้าและสิ่งที่เกี่ยวข้อง (การไม่ศรัทธา) หรือยึดถือในความเชื่อของตนเองเพียงอย่างเดียว (ความคิดนอกศาสนา)
หากเพียงแต่เราคิดสิ่งใดก็ตามที่มีผลต่อความเชื่อของเรา
หากเรามีคำถามที่สงสัยในความจงรักภักดี
หากเราลืมหน้าที่ในการปฏิบัติตามหลักศาสนา (การสวดมนต์)
หากเราพูดต่อต้านในความเชื่อและสบประมาท
หากเราอ่านข้อความใดๆก็ตามที่ทำลายความเชื่อ ความจงรักภักดี หรืออะไรก็ตามที่มาจากผู้ไม่หวังดี
การหมดความศรัทธาในศาสนาถือเป็นการทำผิดอย่างร้ายแรง

2.  ท่านจะต้องให้เกียรติพระนามของพระองค์
การไม่ให้เกียรติต่อพระนามของพระเจ้าอันเนื่องมาจากกรณีต่อไปนี้:
หากคุณกล่าวโดยมิได้มีความเคารพ
หากคุณสบประมาทต่อพระองค์
หากคุณสาบานด้วยเจตนาอกุศล
หากคุณผิดคำสาบาน

3.  จงรักวันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า
รักวันอาทิตย์อันศักดิ์สิทธิ์
โดยการพักสงบกับวันอาทิตย์
การละเลยการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดจะทำให้เกิดทุกข์ในไม่ช้า
หากคุณหยุดการให้ความสำคัญกับวันพักผ่อนในวันอาทิตย์

4.  จงให้เกีรยติบิดาและมารดาของคุณ
คุณจะต้องแสดงถึงความรักและเชื่อฟังบิดามารดาอย่างมาก เพราะท่านคือตัวแทนแห่งพระเจ้าและเป็นผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่

การไม่เชื่อฟัง เนรคุณ การกระทำพฤติกรรมท้าทายและป่าเถื่อนนี้ ถือว่าคุณกำลังทำไม่ดี
การช่วยเหลือในยามฉุกเฉิน และในบัญญัติข้อที่ 6 คือการไม่ฆ่าชีวิต

5. บัญญัติข้อที่ 5 คือ การยับยั้งผู้อื่นและตนเองจากการทำร้ายร่างกายหรือจิต
หากคุณทำร้ายผู้อื่นให้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
หากคุณทำให้ผู้อื่นต้องทุกข์ระทมด้วยการดูถูกเหยียดหยาม หรือกระทำด้วยความเกรี้ยวกราด จนถึงอาจบั่นทอนทำให้ชีวิตผู้อื่นสั้นลง
หากคุณนำพาให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน

การยกเว้นโทษจากการฆ่าคน
การปกป้องตัวเองหรือป้องกันตัวเองจากการถูกทำร้ายโดยผู้อื่นหรือผู้รุกรานจากต่างประเทศ (การปกป้องประเทศ)

บัญญัติข้อที่ 5 ยังได้ห้ามมิให้มีการส่งเสิรมยุยงให้เกิดความโกรธเคือง เกลียดชิงชัง แก้แค้นและการใช้ความรุนแรง

สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้ชีวิตเราเกิดอันตรายได้ :
หากเรามัวหลงมัวเมาในสุรา เสพติดยาเสพติด และเกมกีฬาที่เดิมพันด้วยชีวิต


การทำให้ชีวิตและสุขภาพร่างกายของตัวเองให้ตกอยู่ในความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
การฆ่าตัวตาย
การตัดหรือขริบหนังหุ้มปลายองคชาตออกไม่ว่าในผู้ชายและผู้หญิง
การเจาะหรือทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงจนนำไปสู่การบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย

6. เราควรมีความละอายใจ
ไม่ว่าจะเปนการทำร้ายผู้อื่น
รับของหรือสินบนจากผู้อื่นอย่างผิดศีลธรรม
ทำลายผู้อื่นที่ไม่มีทางปกป้องตนเอง

7. เราจะไม่ขโมยสิ่งใดๆจากผู้อื่น
บัญญัติข้อที่ 7 ห้ามมิให้ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บ
ไมว่าจะด้วยการปล้น ขโมย
ไม่ว่าจะเป็นการฉ้อโกงและรีดไถเงินจากผู้อื่น
ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ผู้อื่นตกอยู่ในอันตราย
ไม่ว่าจะเป็นการสร้างหนี้สินร้นพ้นตัวและไม่จ่ายหนี้
หากคุณทำความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินผู้อื่น
หากคุณใช้และยืมเงินที่สงวนไว้ใช้สำหรับการช่วยเหลือผู้อื่นหากมีกรณีฉุกเฉิน
โดยรับของหรือสินบนจากใครก็ตามอย่างผิดศีลธรรม
หากคุณทำร้ายผู้อื่นทั้งๆที่คุณจะไม่ทำก็ได้

8. คุณต้องไม่พูดปด
ข้อห้ามในบัญญัติข้อที่ 8 :
พยานเท็จ

การโกหก
การละเมิดศักดิ์ศรี เกียรติยศและชื่อเสียงของผู้อื่น (ใส่ร้าย)
โดยมีอคติและข้อสงสัยในเชิงลบ อันเนื่องมาจากการกลั่นแกล้งและใส่ร้ายป้ายสี
ยุยงใส่ร้ายเมื่อผู้อื่นทำผิดพลาด

9.  คุณต้องไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ล่วงเกินภรรยาของผู้อื่น
ความปรารถนาต่างๆ

10.                  คุณจะไม่ละโมบในทรัพย์สินของผู้อื่น
หรือความอิจฉาริษยา


ราล์ฟ กุนเธอร์